KhunkaoRimnam

นับเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการของนักคิด นักเขียนนาม ขุนเขา ริมน้ำ ที่มักมีกิจกรรมหรือความเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ  หากแต่ครั้งนี้คงต้องนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการหนังสือและดนตรี กับการนำงานเขียนในหนังสืออุ่นรัก อุ่นเหงา ผลงานเล่มที่ 3 ใส่ทำนองจนเป็นบทเพลงที่ไพเราะ

 

                เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2551 เวลา 13.00-14.00 น. ในการแสดงดนตรีและเสวนาเรื่อง "การผสมผสานศิลปะ กับหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค"   และวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2551 เวลา 13.00-14.00 น. ในการแสดงดนตรีและเสวนาเรื่อง "ดนตรี วรรณกรรม กับสื่ออินเตอร์เนต"  ณ อาคารดั๊บเบิ้ล เอ บุ๊ค ทาวเวอร์  ซึ่งในงานดังกล่าวนอกจากวิทยากรอย่าง ขุนเขา ริมน้ำ (เปิ้น ปริญญา ธรรมโรจน์พินิจ) นักคิด นักเขียน และเจ้าของสำนักพิมพ์อิราโต้ พับลิชชิ่ง และคุณพัชรินทร์  ช่อมะลิ (แซก) ศิลปินอิสระ นักแซกโซโฟนหญิงแล้ว ยังมีวิทยากรรับเชิญ ซึ่งในวันเสาร์นั้นคือ คุณสุนิสา ปัญจมะวัต (แนน) ศิลปิน พิธีกรรายการโทรทัศน์ สื่อมวลชน ส่วนวันอาทิตย์คือ คุณรัตน์สุดา น่าบูรณะ  BRAND MANAGER บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)

 

                งานในวันเสาร์ เริ่มขึ้นด้วยการเสวนาซึ่ง คุณสุนิสา ปัญจมะวัต ได้กล่าวว่า หนังสือที่มีภาพ  มีรูปประกอบ จะทำให้เราสามารถคิดต่อได้ หลังจากอ่านเสร็จแล้ว และประโยชน์ของการมีซีดีประกอบหนังสือ ทำให้สามารถรับสารได้ง่ายขึ้น เข้าใจได้ง่ายขึ้น  คุณพัชรินทร์  ช่อมะลิ ศิลปะทุกอย่างมันเกี่ยวกันหมด เชื่อมโยงกันหมด  ในด้านดนตรีไม่ใช่แค่เพียงภาษา ตัวอักษร แต่ว่ารวมไปทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ด้วย  เช่น คณิตศาสตร์ พิธากอรัส  คำนวณ เรื่องคณิตศาสตร์ มันจะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการกำเนิดของเสียง การสั่นสะเทือนของเสียง  เพราะฉะนั้นศิลปะทุกอย่างเกี่ยวข้อง เกี่ยวโยงเชื่อมกันหมดทุกจุด  ส่วนขุนเขา ริมน้ำ นั้นได้แสดงความเห็น การผลิตงานศิลปะนั้นต่างเกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงกันเสมอ อย่างการทำหนังสือของตัวเองก็ใช้ทั้งศิลปะภาพวาด ภาพถ่าย และภาษาต่างประเทศเพื่อมาช่วยในการขยายความ หรือตีความของคนอ่าน ซึ่งเราต้องยอมรับว่านอกเหนือจากเนื้อหาที่โดนใจคนอ่านแล้ว ศิลปะในการจัดวางรูปเล่มเป็นส่วนสำคัญในการทำให้หนังสือน่าอ่านมากยิ่งขึ้นด้วย 

 

 

 

               

                   ส่วนในวันอาทิตย์นั้น คุณรัตน์สุดา น่าบูรณะ แสดงความคิดเห็นว่า อินเตอร์เนทในด้านดนตรี มีทั้งด้านดีและเสีย ซึ่งด้านดีอาจเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้น้อง ๆ เป็นเจ้าของค่ายเพลงเองได้ ข้อเสียก็อาจโดนละเมิดลิขสิทธิ์ได้ในกรณีใช้อินเตอร์เนตในการเผยแพร่งาน ซึ่งสื่ออินเตอร์เนตมีผลดีต่อธุรกิจดนตรีเช่นกัน เพราะทำให้เราเกิดช่องทางใหม่ ๆ ในการทำธุรกิจต่าง ๆ เพราะปัจจุบันเราจะหวังรายได้ที่เกิดจากการจำหน่ายซีดีอย่างเดียวคงไม่ได้  คุณพัชรินทร์  ช่อมะลิ อินเตอร์เนตถ้าเราตามมันทัน และสามารถใช้มันได้ถูก  เราจะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส  ซึ่งเราอาจทำเพลงของเราให้เสร็จจากคอมพิวเตอร์ จากบ้านของเรา ในห้องนอนของเรา โดยไม่ต้องพึ่งจากค่ายใหญ่ เราก็สามารถพรีเซนต์งาน เสนอผลงานเราได้และขุนเขา ริมน้ำ โดยส่วนตัวเคยใช้สื่ออินเตอร์เนตเป็นเหมือนแม่สื่อกับงานเขียน คือ ถ้าอยากอัพบล็อกก็ต้องเขียนงาน และปัจจุบันใช้เป็นเหมือนแหล่งพบปะกับคนอ่านหนังสือของเราทั้งที่เคยอ่านแล้ว และกลุ่มคนอ่านใหม่ ๆ  หากแต่ข้อควรระวังก็มี เพราะบางครั้งคนที่อ่านงานแล้วชื่นชอบ เขาจะคัดลอกงานเขียนไปไว้ในบล็อก ใน Hi 5 แต่บางครั้งเขาไม่ได้ใส่เครดิตชื่อนักเขียน หรือหนังสือให้ชัดเจน ฉะนั้นคนที่มาอ่านต่อแล้วชอบ อาจนำไปใช้ต่อ ซึ่งเกิดการละเมิดลิขลิทธิ์ขึ้นได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องดีของนักเขียนหรือคนผลิตงานศิลปะที่มีคนอ่านแล้วชอบ แล้วนำไปเผยแพร่  แต่เรื่องการใส่เครดิตก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย

 

 

 

 

 

 

 

นอกจากการเสวนาที่มีเนื้อหาน่าสนใจแล้ว ยังมีความพิเศษที่มีการนำการนำศิลปะทางตัวอักษรจากหนังสืออุ่นรัก อุ่นเหงา ของขุนเขา ริมน้ำ มาผสมผสานกับศิลปะทางดนตรีจนกลายเป็นบทเพลงที่ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงาน โดยที่การแสดงดนตรีในวันเสาร์นั้นได้ สุนิสา ปัญจมะวัต เป็นผู้ขับร้องเพลงกำแพง บทเพลงซึ่งมาจากงานเขียนชื่อ กำแพงใจ ส่วนเพลงสสาร นั้นเป็นบทเพลงที่มาจากงานเขียนชื่อเดียวกัน คุณพัชรินทร์  ช่อมะลิ เป็นผู้ขับร้อง  ซึ่งการแสดงดนตรีในวันอาทิตย์นั้น คุณพัชรินทร์  ช่อมะลิ เป็นผู้ขับร้องทั้ง 2 เพลงดังกล่าวพร้อมกับขับกล่อมผู้ร่วมงานด้วยเสียงแซกโซโฟนที่บาดอารมณ์ 

 

                งานดังกล่าวว่าเป็นอีกปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าสนใจของวงการหนังสือและวงการดนตรี  เพราะนับเป็นครั้งแรกที่งานเขียนจากหนังสือพ็อกเกตบุ๊คได้เดินทางไปสู่บทเพลง และไม่น่าเชื่อเพียงแค่การแสดง 2 ครั้งในงานครั้งนี้ บทเพลงทั้ง 2 เพลงกลับได้รับความชื่นชอบและเป็นที่นิยมของผู้ร่วมงานตลอดทั้ง 2 วัน  โดยเฉพาะเพลงสสาร นั้นได้รับการตอบรับและร่วมขับร้องจากผู้ร่วมงานเป็นอย่างดี (หนังสืออุ่นรัก อุ่นเหงา หาซื้อได้ที่ B2S ทุกสาขา และดั๊บเบิ้ล เอ บุ๊ค ทาวเวอร์ )

 







ขุนเขา ริมน้ำ
นักคิด นักสังเกตการณ์ชีวิต



ขุนเขา ริมน้ำ ให้คำจำกัดความตัวเองว่า เป็นนักคิดและนักสังเกตการณ์ชีวิต เธอไม่เคยบอกใคร ๆ ว่าตัวเองเป็นนักเขียน หากเป็นเพียงคนเขียนหนังสือซึ่งทำหนังสือด้วยตัวเอง ผลงานที่ผ่านมาคือ ตราบโลกนี้ยังหมุนรอบตัว, มุมมองชีวิต, อุ่นรัก อุ่นเหงา, (มุม)มองรัก และ ล่าสุดคือ ร้อยมุมมอง


"10 ปีแล้วค่ะ ที่ฝันอยากจะเขียนหนังสือ ช่วงที่ผ่านมามีคนอยากให้ทำพ๊อกเกตบุ๊คเหมือนกัน แต่เราไม่เลือกทำ เพราะเขาอยากให้เขียนอะไรที่หวือหวา แนวขายตลาด อยากให้เขียนเรื่องบันเทิง ดารา แฉ เรื่องเซ็กซ์ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ ไม่อยากเขียน เราอยากสื่อสารวิธีการอยู่บนโลกใบนี้มากกว่า"


ขุนเขา ริมน้ำ หรือ คุณเปิ้น ปริญญา ธรรมโรจน์พินิจ เคยทำงานอิสระในแวดวงบันเทิง มาร่วม 10 ปี จากนั้นก็มาเปิดบริษัท ชื่อ อิราโต้ แมเนจเม้นท์ ช่วงที่ทำงานในรูปแบบบริษัทนั่นเองที่ทำให้เธอนึกถึงสิ่งที่ตัวเองรัก และอยากจะอยู่ด้วย


"ตอนปี '47 รู้สึกเฟลกับวงการบันเทิง ก็ไปเปิดบริษัทเอง ไม่ยุ่งเลยกับวงการ แต่ด้วยความที่ชีวิตไม่เคยทำงานประจำมาก่อน แล้วอยู่ ๆ มาทำ อื้อหือ...ยาก คือหนึ่งต้องมาดูระบบเอกสาร ประกันสังคม การรับสมัครพนักงาน การหาลูกค้า ทุกอย่างมันหนักมาก เปิ้นเข้าโรงพยาบาลไป 3 รอบ ช่วงนั้นมานั่งนึกถึงสิ่งที่เรารักที่เราอยากจะอยู่ด้วยในบั้นปลาย นั่นก็คือการเขียน เลยมานั่งเขียน เขียน 3 เดือนไม่เจอใคร นั่งอยู่หน้าคอม มันพรั่งพรูออกมาเอง จนมาเป็นงานเขียนเล่มแรก ตราบโลกนี้ยังหมุนรอบตัว ซึ่งพองานออกมา ก็มีคนบางคนบอกว่าภาษาง่าย ก็อยากบอกว่า เปิ้นไม่ได้ทำตัวเป็นนักเขียน ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนบันเทิง หรือเป็นคนวรรณกรรม แต่เป็นตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำให้ดีที่สุด ฉะนั้นสิ่งที่เขียนคือ สิ่งที่เปิ้นรู้สึกกับสิ่งที่คิด ไม่ได้อยากเขียนให้สวย ไม่ได้อยากเขียนให้คนปีนบันไดอ่าน แต่เขียนสิ่งที่ตัวเองคิด"



นอกจากเขียนเองแล้ว เธอยังทำสำนักพิมพ์เองด้วย แม้จะเป็นเรื่องยาก และเสี่ยงไม่น้อย แต่เธอก็ทำ


"ชีวิตเปิ้นมีสิ่งใหม่อยู่เรื่อย ๆ เราทำงานอีเว้นท์ งานทีวี นิตยสารก็เคยทำ ทุกอย่างไม่เคยทำทั้งนั้น แต่เรียนรู้ได้ การทำหนังสือก็เหมือนกัน คราวนี้มันแปลกตรงที่ว่าเราลงเงินเอง แต่เป็นสิ่งที่เรารัก เมื่อก่อนเราทำงานเหมือนจับเสือมือเปล่าตลอด คือ ทำงานไปเดี๋ยวได้เงิน รับเป็นจ๊อบ ๆ ไป หรือทำแมกกาซีนก็มีคนลงเงิน แต่นี่ลงเงินเอง แล้วต้องบอกว่ามันเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่ได้กลับมาทีเป็นเบี้ยหัวแตก แล้วก็นานมากกว่าจะได้ แต่มีความสุขไหม? มีความสุข เพราะเป็นสิ่งที่เราเลือก และเป็นสิ่งที่เรารักจะทำ ส่วนเรื่องความเสี่ยงเปิ้นว่าทุกอย่างใช้คำว่า ประมาณการณ์ หรือ คาดคะเน ทุกอย่างคือความเสี่ยง แต่เสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ไม่ว่าจะทำหนัง ทำนิตยสาร ถามว่า เปิ้นทำหนังสือมา คิดไหมว่าจะรวยจากหนังสือสไตล์นี้ เปิ้นมองว่าอยากทำสิ่งที่อยากทำจริง ๆ

แต่สิ่งที่เราทำมันเป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกหลาย ๆ คนที่มีฝัน เปิ้นรู้สึกดีมากนะที่มีใครสักคนบอกว่า เราเป็นแรงบันดาลใจให้เขาลงมือในการทำอะไร เปิ้นว่าหลาย ๆ คนมีฝัน แต่หลาย ๆ คนคิดว่าตัวเองไม่พร้อม ตัวเองไม่กล้า ตัวเองทำไม่ได้ คือเปิ้นไม่เคยถามตัวเองน่ะว่า ตัวเองทำได้ ไม่ได้ มีคนอ่านบทสัมภาษณ์เปิ้นเขาบอกว่า ขอบคุณที่หาสมการในการค้นหาตัวเองแบบง่ายให้เขา คือถามตัวเอง ค้นหาตัวเอง จนเจอความชอบ ค้นคว้า เรียนรู้ และลงมือทำ แล้วก็ผสมกับความเชื่อบวกความกล้าแบบประมาณตน"


ขุนเขา ริมน้ำ ให้คำจำกัดความตัวเองว่าเป็น คนชอบคิด นักสังเกตการณ์ชีวิต งานเขียนสไตล์ขุนเขา ริมน้ำ จึงเหมาะสำหรับคนที่ชอบคิด ค้นหาตัวเอง คนที่หาคำตอบของการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้อย่างมีความสุขในแบบของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่คนเขียนเขียน เพราะพื้นฐานในชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน คำตอบในชีวิตเราย่อมแตกต่างกัน


"เป้าหมายจริง ๆ ของการเขียน คืออยากสื่อสารในสิ่งที่เราคิด อยากให้คนอ่านมีความสุข ในแบบที่เขาเป็น โอเค......คนร้อยคนอาจจะมีคนเห็นด้วยกับเปิ้นมาอ่านสักหนึ่งคน เราว่านั่นคือความสำเร็จแล้วน่ะ ถ้าหนึ่งคนนั้นโดน! เราเล่น Hi5 เล่น space เจอคนเอาหนังสือเราไปเป็น Favourite Book นั่นแฮปปี้แล้วหล่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบคนร้อยคนชอบหนังสือเรา ก็เหมือนก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่งที่มีนิตยสารแนะนำให้ไปกิน อาจมี 50 คนบอก คุณแนะนำอะไรน่ะ รสชาติไม่ได้เรื่อง แต่อีก 50 คนบอกว่าอร่อยมาก"


การถ่อมตน ไม่ใช่การกดตัวเองให้ต่ำ , ชีวิตคนเรา มีสองสิ่งที่หายากที่สุด คือจุดเริ่มต้น และจุดจบ, ยิ่งเดินทางมากเท่าไหร่ ยิ่งเข้าใจชีวิตอันหลากหลาย , เพื่อนที่ดี และไม่เคยห่างจากกันคือ......เงาของเราเอง , อย่ากลัวที่จะจัดการกับฝัน แต่จงกลัวที่จะไม่ออกเดินหาฝัน ฯลฯ คือบางตัวอย่างในงานเขียนของขุนเขา ริมน้ำ ที่ร้อยเรียงความหมายผ่านตัวอักษร และภาพถ่าย ซึ่งหลายคนบอกว่า ชอบวิธีการทำหนังสือแบบนี้ของเธอ คนเขียน..เขียนสั้น ๆ แต่คนอ่าน .. ได้คิดต่ออีกยาว


"ก่อนหน้านี้เปิ้นจะเล่น Bloggang เยอะ ชอบไปอ่านบล๊อคคนอื่น หรือคนอื่นมาอ่านบล๊อคเรา แล้วเขียนตอบเขา บางทีคำตอบของเรานี่แหละ ที่เป็นที่มาของถ้อยคำในหนังสือ เราก็เออเนอะ บางประโยคที่เขียนมันใช้ได้ ก็เก็บไว้ แล้วเราค่อยมาเรียบเรียงอีกที เช่น เปิ้นเคยไปอ่านบล๊อคหนึ่ง เขาพูดถึงการเดินทางว่าอยากเดินทางไปที่ที่หนึ่งตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้ไปสักที เพราะมีเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีสิ่งที่ทำให้ไม่ได้ออกเดินทาง มันมีจุดอะไรให้เราไปคิดต่อ เลยทำให้เกิดบทหนึ่งในหนังสือร้อยมุมมองว่า "การเดินทางจะเริ่มต้น ถ้าเรายอมสลัดบางสิ่ง" หรือบางทีนั่งอยู่ริมถนนก็เขียนงานได้ วันหนึ่งรอรถแล้วมองขึ้นไปเห็นต้นไม้ ข้างเสาไฟฟ้า รถวิ่งเต็มเลยนะถนนรัชดา ซึ่งไม่ได้มีอารมณ์ละมุนเลย แต่เราดันคิดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า "หัวใจขาดรัก ก็เหมือนต้นไม้ไร้ใบ" พอคิดอะไรจะเขียนเก็บไว้ พอวันหนึ่งจะรวมเล่ม มีคอนเซ็ปต์ขึ้นมา เราถึงไปดูต้นฉบับทั้งหมดจับรวมเป็นก้อน Rewrite อีกทีหนึ่ง แล้วถึงดูรูปดูภาพประกอบให้เข้ากับสิ่งที่เขียน



มีคำถามเหมือนกันว่า สิ่งที่เปิ้นเขียนในหนังสือนั้น เปิ้นทำได้หรือเปล่า ต้องบอกว่า ช่างตัดเสื้อก็ไม่ได้ใส่เสื้อที่ตัวเองตัดแล้วเหมาะ บางอย่างเราก็ทำได้ ทำไม่ได้ บางอย่างต้องใช้เวลา อย่างบทที่บอกว่า "กำลังใจเริ่มจากตนเอง และมีคนอื่นเป็นกองกำลังเสริม" ถามว่าทำได้ไหม? "ได้" เมื่อก่อนอยู่คนเดียวไม่ได้เลย สมัยออกมาอยู่ข้างนอกแรก ๆ อยู่คนเดียวร้องไห้ ๆ ต้องโทร.ตามเพื่อนมาอยู่ด้วย ทุกวันนี้กลายเป็นเสพติดการอยู่ลำพัง เราค่อย ๆ ที่จะเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว 5% 10 % 20 % แต่ในบางอารมณ์แม้เราจะยืนด้วยตนเองอยู่ลำพัง บางทีเหนื่อยมาก ๆ เราก็อยากให้คนอื่นรับฟัง มีการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นด้วย"


หนังสือเล่มล่าสุด ร้อยมุมมอง ของขุนเขา ริมน้ำ หน้าปกเป็นภาพพระยืนอยู่ที่ทะเล หลายคนเห็นหน้าปกนี้ จึงตั้งคำถามว่า จัดอยู่ในหมวดหมู่ธรรมะหรือเปล่า


"มีคนถามเยอะว่า ทำไมปกเป็นรูปพระ? เปิ้นก็ถามว่าทำไมเล่มมุมมองชีวิต คุณไม่ถามว่า ทำไมเป็นผู้ชายเสื้อแดง ทำไมเล่ม (มุม) มองรัก คุณไม่ถามว่า ทำไมเป็นคนสองคน แต่เมื่อหน้าปกเป็นพระต้องถาม ซึ่งคำตอบของเปิ้นคือ พระท่านก็คือคนคนหนึ่ง จีวรที่ท่านใส่เป็นยูนิฟอร์มหนึ่ง ก็เหมือนพยาบาล เหมือนเซลล์แมน เหมือนหมอ เหมือนยาม เพียงแต่ท่านเป็นพระ แต่พอเป็นยูนิฟอร์มของความเป็นพระ ทุกคนก็จะรู้สึกว่าต้องเป็นอีกประเภทหนึ่ง อีกฐานันดรหนึ่ง คอนเซ็ปต์ของเล่มนี้ คือ เรียงร้อยมุมมอง เพื่อเท่าทันโลก พอเป็นความเท่าทันโลก การเรียนรู้โลก การปล่อยวาง คนจะนึกถึงธรรมะ พอเป็นธรรมะคนจะนึกถึงพระ กับอีกอย่างหนึ่งแฝงไว้ ซึ่งในเล่มจะมีก็คือ ความเป็นตัวของตัวเอง เปิ้นมองว่าบางทีคนเราไปนิยามตีกรอบความเป็นตัวเอง แล้วก็จะบอกว่า ฉันไม่ควรทำอย่างนี้ ฉันไม่ควรเป็นอย่างนี้  จริง ๆ พวกเราทุกคนว่างเปล่า แต่เราเองที่ไปนิยามตีกรอบความเป็นตัวเองขึ้นมา ว่าฉันต้องเป็นแบบนี้ ฉันจะไม่ทำอย่างนี้ ฉันจะต้องแต่งตัวแบบนี้ ก็เหมือนกัน ถามว่าเป็นพระแล้วไม่ได้อยู่ที่โบสถ์ มาอยู่ริมทะเลผิดไหม .. ก็ไม่ผิด"


คนเขียนหนังสือคนนี้บอกว่า ทุกคนสามารถเขียนหนังสือได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักคิด นักสังเกตการณ์ชีวิตอย่างเธอ แต่อยู่ที่ความกล้าที่จะลงมือทำหรือเปล่าเท่านั้นเอง


"การเขียนหนังสือไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างเปิ้น หรือใคร ๆ หรอกค่ะ คนบางคนอย่างอาจารย์อ้อ-กฤษติกา คงสมพงษ์ ก็เขียนหนังสือ แต่อาจารย์อ้อเขียนเรื่องวิชาการเรื่องการตลาด บางคนก็เป็นนักเขียน แต่เขียนเรื่องประสบการณ์ชีวิตในวิชาชีพของตัวเอง บางคนก็เป็นนักเขียนเพราะตัวเองอยากเป็นนางเอก ก็เขียนนิยายขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องเป็นนักสังเกตการณ์ชีวิตก็เป็นนักเขียนได้ เปิ้นเขียนเรื่อง "คิด" เพราะว่าชอบคิดกับตัวเอง ชอบตั้งคำถามกับตัวเอง ชอบมองชีวิตผู้คน เปิ้นว่าใครก็เขียนได้เมื่อลงมือเขียน เพราะไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดในการเขียน ไม่อย่างนั้นเราคงไม่มีงานเขียนใหม่ ๆ เชิงทดลองขึ้นมา ส่วนการจะตัดสินว่างานเขียนแบบไหนเป็นงานเขียนที่ดีที่สุด ในความเห็นตัวเองคืองานที่โดนใจคนอ่าน ถ้าโดนสักประโยคหนึ่งแล้วเข้าไปเปลี่ยนชีวิต ความคิดอะไรบางอย่างได้ ถือว่าประสบความสำเร็จ เปิ้นว่างานอะไรก็ตาม เพลงที่เพราะที่สุด หนังที่ดีที่สุด ภาพวาดที่ดีที่สุด หนังสือที่ดีที่สุด ก็แค่ตอบตัวเองให้ได้ว่า เล่มไหนที่คุณชอบล่ะ นั่นก็ดีที่สุดสำหรับคุณ"

ที่มา : นิตยสารขวัญเรือน ฉบับปักษ์แรก พฤษภาคม 2551

 

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2551 สำนักพิมพ์อิราโต้ พับลิชชิ่ง ได้จัดการแสดงดนตรีและเสวนา สื่อสำหรับเด็กและเยาวชน  ภายในงานเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 6 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งภายในงานนอกจากการเสวนาแล้ว ยังมีการแสดงดนตรีซึ่งมีที่มาจากงานเขียนในหนังสือตราบโลกนี้ยังหมุนรอบตัว ของขุนเขา ริมน้ำ อีกด้วย

 

 

 

 

 

ขุนเขา ริมน้ำ (เปิ้น ปริญญา ธรรมโรจน์พินิจ) นักคิด นักเขียน กล่าวว่า ปัจจุบันเราจำกัดการรับรู้ของเด็กได้น้อยกว่าเมื่อก่อน เนื่องจากสื่อ และช่องทางในการนำเสนอของสื่อที่มีมากขึ้น เพราะเพียงแค่เด็กอยู่ในที่ส่วนตัว เขาก็สามารถรับสื่อได้มากมายจากคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ซึ่งเป็นการยากที่ผู้ใหญ่จะดูแล หรือคัดเลือกการรับสื่ออย่างใกล้ชิดเช่นอดีต ฉะนั้นผู้ใหญ่จึงควรปรับตัวให้ทันกับสื่อในปัจจุบัน เพื่อจะเข้าใจเด็ก และอธิบายความเป็นไป ความเข้าใจโลกให้กับเขา และสื่อเองก็ควรมีจิตสำนึก ระมัดระวังในการสื่อสารด้วยเช่นกัน เพราะสื่อที่ทำขึ้นมาเพื่อสื่อสารกับผู้ใหญ่ บางครั้งเด็กและเยาวชนก็เป็นหนึ่งในผู้รับสารเหล่านั้นด้วย การสื่อสารกับเด็กและเยาวชนนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต่างจากผู้ใหญ่ซึ่งมีวิจารณญาณ และผ่านโลกมามากพอ ส่วนเด็กนั้นจะยังไม่ชัดเจนและเท่าทัน ฉะนั้นบางเรื่องที่เราจำกัดการรับรู้ไม่ได้ เราก็ควรอธิบายกับเขาให้ชัดเจน เช่น เรื่องเซ็กส์ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติในการดำรงเผ่าพันธุ์ เราควรอธิบายเพิ่มเติมว่า ควรมีเมื่อถึงวัยอันเหมาะสมด้วย ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นการสนับสนุนให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

 

 

 

 

ขุนเขา ริมน้ำ กล่าวต่อว่า อยากให้มีกิจกรรมที่ส่งเสริมสื่อสำหรับเด็กมากยิ่งขึ้น เพราะเราจะเห็นได้ว่าชาติที่พัฒนาแล้ว ต่างให้ความสำคัญกับเด็ก หรือชาติที่กำลังพัฒนาอย่างเวียดนาม เขาก็ให้ความสำคัญกับการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนเป็นอันดับต้น ๆ ถึงขั้นมีเป้าหมายจะสร้างมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐานและติดอันดับโลก ซึ่งการที่เราติดอาวุธทางปัญญาให้กับเด็ก เท่ากับเราปูพื้นฐานให้ประเทศในทุก ๆ ด้าน เพราะเด็กแต่ละคนเมื่อโตขึ้นจะประกอบอาชีพตามความถนัดของตนเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป และการส่งเสริมจินตนาการ กระตุ้นความคิดของเด็ก ย่อมดีกว่าการตีกรอบทางความคิด ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดการประดิษฐ์ หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นในสังคม

 

 

 

 

อิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์  นักเขียนการ์ตูนอิสระ กล่าวว่า สื่อปัจจุบันเปิดกว้างขึ้น ไม่ได้จำกัดการสื่อสารแค่กลุ่มเป้าหมายใด สิ่งสำคัญผมว่าอยู่ที่เนื้อหาที่เราจะสื่อสารมากกว่า อย่างการ์ตูนก็เป็นเพียงช่องทางในการสื่อสารเท่านั้น ส่วนหลักการทำงานนั้นคงขึ้นอยู่กับจริยธรรมของนักเขียนแต่ละท่านว่าต้องการใส่ความคิดหรือสื่ออะไร และสื่อปัจจุบันเหมือนเหรียญสองด้าน การที่สื่อกว้างขึ้น เด็กรับสื่อได้มากขึ้น เพราะบางเรื่องถ้าเราไปกดทับมากกลับยิ่งทำให้เด็กอยากรู้อยากลองมากขึ้น การที่ผู้ใหญ่ไปปิดบางเรื่องเหมือนกับไม่มีเรื่องพวกนี้ แล้วเด็กแอบเรียนรู้เอง ผมมองว่าจะเป็นเรื่องอันตรายมากกว่า ส่วนการที่เด็กได้อ่านหนังสือเยอะ มีประสบการณ์เยอะขึ้น พอถึงจุด ๆ หนึ่งจะทำให้เขาอยากถ่ายทอดความคิดออกมา และโดยส่วนตัวอยากให้ทางรัฐสนับสนุนสื่อสำหรับเด็กมากขึ้น เหมือนต่างประเทศ เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตซึ่งจะทำให้ราคาหนังสือลดลง และส่งเสริมการอ่านของเด็กให้มากขึ้นด้วย

 

 

เกศรี กิจวิริยภากรณ์  หัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร U Life กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กกล้าแสดงความคิดเห็น และนำเสนอความเป็นตัวเองมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทั้งในรูปแบบการวาดภาพ หนังสือ หรือหนังสั้น เป็นต้น ส่วนสื่อเองก็เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งทำให้สื่อมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ไม่น่าเบื่อหน่าย และการที่เด็กได้แสดงความคิด ก็เหมือนการได้พัฒนาไม่หยุดนิ่ง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างหนึ่งในการใช้สื่อปัจจุบันของเด็ก คือ การติดภาษาอินเตอร์เนตนำมาใช้เป็นภาษาเขียนหรือพูด ซึ่งผิดเพี้ยนจากรูปแบบของการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง และแตกต่างจากเมื่อก่อนที่มีการแยกภาษาพูด ภาษาเขียนกันชัดเจน จึงนับว่าเป็นเรื่องอันตรายต่อการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในช่วงท้ายของงานหลังจากสิ้นสุดในส่วนของการเสวนา เป็นการแสดงดนตรีโดย พัชรินทร์ ช่อมะลิ ศิลปินอิสระ นักแซกโซโฟนหญิง กับเพลง คำสั่งสอนกับความเป็นจริง และ ก้าวที่กล้าของคนมีฝัน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสื่อตัวอักษรจากงานเขียนในหนังสือตราบโลกนี้ยังหมุนรอบตัว ของขุนเขา ริมน้ำ กับสื่อดนตรีเพื่อให้การสื่อสารเนื้อหาทางความคิดนั้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กและเยาวชนมากยิ่งขึ้น 

 

 





TEXT&PHOTO: กิบุ



ปลายปากกา “ขุนเขา ริมน้ำ”
ที่มีเป้าหมาย แต่ไร้ปลายทาง



ขุนเขา ริมน้ำ หรือ คุณเปิ้น ปริญญา ธรรมโรจน์พินิจ เคยทำงานอิสระในแวดวงบันเทิง มาร่วม 10 ปี จากนั้นก็มาเปิดบริษัท ชื่อ อิราโต้ แมเนจเม้นท์ และ สนพ. อิราโต้ พับลิชชิ่ง เพื่อสิ่งที่ตัวเองรักและอยากจะอยู่ด้วย


จริงจังกับงานเขียนตั้งแต่เมื่อไหร่

ครั้งที่เราทำนิตยสารมันเหมือนเราต้องทำตามโจทย์แล้วเอาตัวเองลงไปใส่ เพราะเราทำงานกับอีกบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นนายทุนให้ พอเขาอยากได้แบบเซ็กซี่ แต่เราอยากได้อาร์ตๆ เท่ๆ เราก็เลยต้องทำเป็นนิตยสารแล้วก็มีวีซีดีแฟชั่นที่มีคอนเซ็ปต์เฉพาะตัวขึ้นมา และด้วยเหตุผลบางอย่างเราก็ต้องหยุดทำกันไป ก่อนหน้านั้นประมาณปี 47 เปิดบริษัทอิราโต้ แมเนจเม้นท์ ทำลักษณะเอเจนซีเช่น ออกแบบบูธ สิ่งพิมพ์ จัดอีเว้นท์ ทำ show reel แต่เป็นแบบเล็กๆ เราเปิดปีกว่าก็เหนื่อยมาก เพราะเริ่มจากศูนย์ เราไม่เคยขอทุนใคร เราไม่เคยทำงานประจำ ทุกอย่างเราเรียนรู้หมด เพราะฉะนั้นมันหนักมากที่คนๆ เดียวต้องดูทุกอย่าง เมื่อก่อนเราเป็นคนทำอะไรเราไม่มีตรงกลาง เราทำอะไรก็เต็มที่ ผลคือต้องเข้าโรงพยาบาลไป 3 รอบ พอเสร็จเราก็นึกถึงคนที่เราอยากอยู่ด้วย นั่นก็คือ “การเขียน” เพราะก่อนหน้านั้นเราไม่เคยสานสัมพันธ์กับเขา เราก็มานั่งเขียนงานเราอยู่หลายเดือน แต่ถ้าที่หนักจริงๆ ก็เป็นช่วง 3 เดือนที่ไม่เจอคนเลย อยู่หน้าคอมพ์แล้วทุกอย่างมันพรั่งพรูออกมาเอง มันเหมือนเป็นการสานฝันของตัวเอง เราไม่ได้อยากทำสำนักพิมพ์นะ แต่เราอยากเขียนหนังสือ ซึ่งเราอยากเขียนหนังสือตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมฯ





ที่มาของ “ขุนเขา ริมน้ำ”

นามปากกาว่า “ขุนเขา ริมน้ำ” ใช้ครั้งแรกในครั้งที่ทำนิตยสาร ซึ่งเราเป็นบรรณาธิการบริหารอยู่ ตอนนั้นรู้สึกว่าเราอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับงานเขียนหนังสือในบ้านริมทะเล แต่มาตอนนี้เราได้เห็นอะไรมากขึ้น เรียนรู้อะไรมากขึ้น มันทำให้เรารู้ว่าเราอยู่วิถีคนเมืองมาตลอด เราไม่มีทางอยู่กับธรรมชาติได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จะปลูกข้าวก็คงไม่ขึ้น เลี้ยงไก่มันก็คงตายหมด แล้วเราก็ยังดูเป็นคุณหนูอยู่เลย ซึ่งเราเองก็ยอมรับนะว่าด้วยความที่เรามีวิถีคนเมืองมาตลอด ให้เราไปอยู่ต่างจังหวัดเราก็ยังต้องเข้าโลตัสไปซื้อของอยู่ดี อย่างน้อยบ้านริมทะเลมันก็ต้องมีไฮสปีดให้เราอยู่ดี เราจะไม่มีทางอยู่กับธรรมชาติได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกจากคนที่เขาสละแล้ว แล้วไปอยู่บ้านดินซึ่งไม่มีอะไรเลย แต่เรามันยังไม่ใช่


อิราโต้คลอดลูกออกมาแล้ว 5 เล่ม

ตอนปี 50 ทำงานออกมา 4 เล่ม คือ ตราบโลกนี้ยังหมุนรอบตัว กับ มุมมองชีวิต เกี่ยวกับตัวตน การมองโลก การมองชีวิต การใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบกลมอย่างมีความสุขในแบบของตน ส่วนเล่ม 3 และ 4 จะเป็นเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ แตกต่างกันที่ว่า อุ่นรักอุ่นเหงา เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก แต่ มุมมองรัก จะเป็นเรื่องของแง่คิดมุมมอง และ ร้อยมุมมอง เป็นเล่มล่าสุด
ความรักความสัมพันธ์ของขุนเขา ริมน้ำ มันไม่ได้เฉพาะแค่เรื่องชู้สาว มันจะเป็นทุกรูปแบบ หมา แมว พ่อแม่ เพื่อน คนเขาหาว่าเราทำงานไว แต่เราบอกว่าไม่ได้ไว เพราะเราทำทุกอย่างเหมือนออโตเมติก ระหว่างเล่ม 1 เล่ม 2 ออก เล่ม 3 ก็ทำรูปเล่ม เล่ม 4 เราก็รีไร้ท์ไว้แล้ว หนังสือมันก็เลยออกมาเรื่อยๆ แต่ปีนี้คงชะลอตัว เนื่องจากพิษทางเศรษฐกิจ


อะไรทำให้ตัดสินใจที่จะทำพ็อกเกจบุ๊คขึ้นมา

ถ้าอยากทำเพื่อเงินก็คงทำหนังสือตลาดดีกว่า หรือหางานทำที่ได้เงินชัวร์ๆ เพราะการทำพ็อกเกจบุ๊คมันเหมือนเอาเงินก้อนใหญ่ไปจม แล้วกว่าจะได้กลับคืนมามันยากมาก ถามว่าหากได้ทุนกลับมาแล้วกำไรนิดหน่อย มันก็ไม่คุ้มกับเวลาหนึ่งปีที่จะเสียไป แต่มันเหมือนงานที่ทำสนองความต้องการของตัวเอง คนเรามันมีหลายอารมณ์ คนเราทำงานได้เพื่อเงิน เพื่อเรียนรู้ แต่งานนี้เป็นงานเพื่อสนองจิตวิญญาณ มันเหมือนกับว่าเราเคยบาดเจ็บในสังคม ตกอยู่ในหลุมบ่อแห่งความมืดหม่น ความเศร้า เราไม่รู้วิธีที่จะลุกหรือบำบัดตัวเองอย่างไร พอวันหนึ่งที่เรารู้วิธีการจัดการอารมณ์ต่างๆ วันหนึ่งที่เรารู้จักโลกมาประมาณหนึ่ง เราก็เลยอยากแชร์ความรู้สึก และความคิดอันนี้ต่อคนอื่น เมื่อก่อนมีคนติดต่อให้เขียนคอลัมน์เหมือนกัน แต่เป็นเรื่องของบันเทิง เรื่องแฉ เรื่องเซ็กส์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ เพราะงานที่เราอยากเขียนคือเรื่องของความคิด การใช้ชีวิตในแบบของตน ไม่ใช่แบบของขุนเขา ริมน้ำ มันเหมือนกับว่าขุนเขา ริมน้ำ เห็นโลกอย่างนี้แล้วคุณล่ะ ก็มาแชร์ความคิดกันซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนเรา และเราก็ไม่ได้ถือดีที่แนะนำแนวทางอะไรให้ เพราะเราไม่ได้เก่งขนาดนั้น อีกอย่างคนเรามีพื้นฐานที่แตกต่างกัน เพียงแต่ว่าเรามาแชร์ เราเห็นโลกแบบนี้เรามีความคิดเห็นแบบนี้นะ แล้วคุณล่ะ เรามีคำถามนี้ขึ้นมาเราตอบอย่างนี้ แล้วคุณคิดอย่างไร นั่นคือคำตอบที่คุณต้องไปคิดต่อเอาเอง เราไม่คิดว่าตัวเองเก่งพอที่จะเขียนแนว How to แนะนำใคร คงไม่บอกใครว่าต้องทำตัวแบบนี้นะ เพราะว่าคนเรามีความสุขไม่เหมือนกัน เราแค่อยากเขียนการใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบกลมในแบบของตน (ในแต่ละคน) ในแบบของใครของมัน





แปลว่าเคยได้รับความบาดเจ็บจากสังคมมา

สังคมปัจจุบันมันฉาบฉวย และหาความจริงยาก คุณอย่าบอกว่าวงการบันเทิงมันเป็นโลกแห่งมายา มันเป็นหมดทุกวงการนั่นแหละ อย่างสมมติงานออแกนไนซ์ คุณเอาโปรเจ็กไปเสนอลูกค้า คุณรู้ได้ไงว่าลูกค้าไม่สนไอเดียคุณ ซึ่งเขาอาจจะเอากริมมิกนั่นไปจัดเอง มันมีอยู่ในทุกวงการ แล้วปัญหาเหล่านั้นคุณให้น้ำหนักต่อเรื่องราวนั้นมากเท่าไหร่ บางคนที่มีทัศนคติที่ดี มีพื้นฐานความคิด ครอบครัว และจิตใจที่แข็งแรง พวกนี้ความบาดเจ็บเขาจะไม่สาหัสเท่ากับคนที่มีจิตใจไม่แข็งแกร่งพอ แต่เราก็มีวิธีบำบัดของเรา เพื่อนคนหนึ่งเคยพูดถึงความต้องการของมนุษย์ 5 ระดับ เราเองผ่านมาแล้ว 4 ระดับ คือ 1) ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสี่ ตอนเด็กเราเคยมีเงินมากพอ เพื่อบำบัดความเหงา แต่เราไม่เห็นมีความสุขเลย สังเกตนะคนที่ตอนเด็กขาดอะไรโตขึ้นมาจะโหยหาสิ่งนั้น คนที่ตอนเด็กขาดความรัก โตขึ้นมาก็แสวงหาแต่ความรัก บางคนแสวงหาจนไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง 2) ความมั่นคงปลอดภัย ในเรื่องร่างกาย และจิตใจ ตอนเด็กเราอาจจะมาจากพื้นฐานครอบครัวที่ไม่อบอุ่น แต่โตมาเราสร้างกำลังใจจากตัวเอง เราได้ความรักความเข้าใจกับเพื่อน แล้วเรารู้สึกพอ 3) ความรักความเข้าใจ ก็เหมือนกันจากที่เราเคยสับสนตัวเองไม่รู้ว่าจะอยู่ส่วนไหนในสังคม ไม่รู้ว่าเราควรเป็นคนแบบไหน อะไรที่เราต้องการ เราได้เรียนรู้ในการรู้จักตัวเอง เราได้คำตอบในสิ่งที่เราสนใจ เราก็พ้นเรื่องของความรัก ความเข้าใจมาแล้ว เราได้รับความรักมากพอจนเรารู้สึกว่าเราไม่ต้องมีใคร หรือแสวงหาอะไรจากใครอีก 4) การได้รับการยอมรับ เกียรติยศ ชื่อเสียงในสังคม เราก็ทำงานมาประมาณหนึ่ง เราไม่ได้ใช้นามสกุลเป็นตัวช่วย ไม่ได้ได้มาเพราะเราเคยทำงานที่ไหน แต่มาจากตัวเราเอง ซึ่งในมาตรฐานของตัวเองเราก็ได้มาแล้ว เมื่อก่อนงานที่เราทำไม่ได้โปรโมทตัวเองด้วยซ้ำ เพราะว่าเราทำงานตามโจทย์ มันไม่ใช่ตัวเรา ความคิดของเราทั้งหมด แต่ปัจจุบันเราต้องให้สัมภาษณ์ เพราะว่ามันเป็นการขับเคลื่อนทางความคิดที่เป็นตัวตนของเรา 5) ก็เป็นการทำอะไรเพื่อคนอื่น ทำอะไรในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็นอยากจะทำ อาจจะทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เงินทอง แต่มันเป็นการตอบสนองความต้องการของตัวเอง ซึ่งตัวเราเองก็เหมือนกำลังอยู่ในขั้นนี้





โดยพื้นฐานเป็นคนชอบคิดอยู่ตลอดเวลาหรือเปล่า

ปกติเป็นคนชอบตั้งคำถาม ชอบหาคำตอบ เป็นคนคิดตลอดเวลา แล้วไม่ใช่คิดแค่ว่าอยากกินน้ำอะไร แต่ต้องคิดว่าทำไมอยากกินน้ำอันนี้ แล้วเพราะอะไร เพราะทุกอย่างมันมีที่มาที่ไป มันเหมือนว่าคนๆ นี้ชอบแต่งตัวแบบนี้ ทำไมล่ะมันต้องมีที่มาที่ไป ทำไมคนนี้ถึงควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เลย อ้อ...เพราะวัยเด็กเขาไม่เคยมีความมั่นคงอะไรเลย ที่บ้านไม่เคยให้ความรู้สึกปลอดภัย เขาเลยมีอารมณ์ที่เหวี่ยง


สนใจเรื่องของจิตวิทยาเป็นทุนเดิม

ถ้าแบ่งตามศาสตร์ของที่มนุษย์เขาแบ่งกันเราก็ถือว่าเป็นคนที่สนใจด้านจิตวิทยานะ เพราะงานเขียนของเราที่ออกมา เราเองก็ไม่เคยกำหนดว่างานเขียนเป็นแบบไหน ความเรียง หรือกวี เรารู้แต่ว่าเราชอบคิด ชอบสังเกตชีวิตคน ชอบคิดต่อยอด ถ้าใครมาคุยว่ากินข้าวยัง นอนยัง เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่สร้างสรรค์ จนมีน้องคนหนึ่งเขาเคยบอกว่าพี่เปิ้นนี่แปลกเนอะ ตอนแรกเขาไม่กล้าเอาเรื่องเครียดๆ มาคุยกับเรา เพราะว่าเกรงใจ แต่กลายเป็นว่าเราชอบ เพราะเรารู้สึกสนุกกับการที่ได้คิด แล้วหนังสือของขุนเขา ริมน้ำส่วนใหญ่ก็จะถูกวางขายในหมวดของจิตวิทยา และปรัชญา




มีสนใจงานเขียนของคนอื่นมาร่วมกับสำนักพิมพ์ตัวเองบ้างหรือเปล่า

จะรับงานเขียนของคนอื่นไหมก็ต้องดูว่าแนวทางว่ามันตรงกันหรือเปล่า เศรษฐกิจมันเอื้อไหม บางทีเราไม่คิดหรอกว่าเราจะแสดงโชว์ร่วมกับใคร แต่วันหนึ่งมาคุยกับน้องคนนี้แล้วแบบเอ้ย...เรามาทำงานร่วมกันไหม คือมันไม่ได้มีการเตรียมการไว้ก่อน มันอยู่ที่จังหวะ โอกาส และแนวคิดของกันและกัน แต่เล่มร้อยมุมมองก็มีน้องคนหนึ่งมาวาดภาพประกอบให้ โดยที่เขาไม่เคยทำงานนี้มาก่อนเลย ซึ่งเราเคยรู้จักกันมาเกือบ 10 ปี แต่ไม่เคยรู้ว่าเขาวาดรูปอะไรได้ พอรู้ก็อือ เอาสิ่งที่เราต่างสนใจมาแจมกันดีกว่า พอตกลงก็นัดเจอกันอาทิตย์ละครั้ง ต้องคุยกันหลายหน เพื่อปรับและหาสไตล์ให้เข้ากัน ว่าเราชอบสไตล์ไหน เพราะไม่อยากให้รูปมันดูหนักมาก ซึ่งเนื้อหาของมันต้องตีความอยู่แล้ว ถ้าต้องมาตีความจากภาพอีก คนอ่านคงมึน มีคนถามว่าทำไมไม่ทำเป็นรูปสี เราต้องบอกว่ามันไม่ใช่หนังสือท่องเที่ยว เราขายเนื้อหา ขายความคิด หรือบางคนก็ถามว่าทำไมไม่ทำเป็นภาพก่อนแล้วค่อยมาเขียนเนื้อหาจากรูป เราก็ต้องบอกอีกว่าเราไม่ได้ทำหนังสือบรรยายภาพ เราทำหนังสือความคิด เพราะฉะนั้นเนื้อหามาก่อน แล้วถึงไปหารูปมา


เวลาที่ให้สัมภาษณ์จะไม่ให้ข้อมูลเรื่องส่วนตัวเลย

ทุกคนมีสิทธิตอบรับหรือปฏิเสธ แต่อยู่ที่ว่าเราจะตอบรับหรือปฏิเสธอย่างไร มีวิธีการแสดงตัวตนที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น ดาราบางคนเขาอาจจะไม่รับงานโชว์ตัว แต่ดาราบางคนรับงานหมดทุกอย่าง หรือบางคนรับแต่ก็จะถามว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง ถ้าต้องร้องเพลงเขาไม่รับ เพราะเขาร้องเพลงไม่เป็น เขาเรียกว่าจุดยืนของตัวเอง จุดยืนของเปิ้นคืออะไร คือการขายความคิด ไม่ได้ขายชีวิตส่วนตัว เรียกว่าเราแชร์ดีกว่า ทั้งความคิด มุมมอง มันเป็นการขับเคลื่อนทางความคิดกับสังคม แต่เราไม่ได้แชร์ชีวิตส่วนตัวกับสาธารณชน


แต่คนที่ชื่นชอบในผลงานของเราบางทีเขาก็อยากจะรู้จักตัวตนของเราด้วย

มันมีสิทธิที่เราจะตอบหรือไม่ตอบก็ได้ เราเต็มใจจะเปิดตัวตนของเราแค่ไหน เราต้องแก้ผ้าให้คนอื่นรู้เลยหรอ บางคนอาจจะใส่สูทแล้วนั่งคุย บางคนใส่เสื้อยืดสบายๆ บางคนอาจจะเปิดขึ้นมาหน่อย เหมือนนั่งคุยกับเพื่อนในห้องนั่งเล่นก็ใส่กางเกงขาสั้นเสื้อกล้ามคุยกัน แต่เราเปิดแค่นี้ เพราะเป็นคนมีโลกส่วนตัวที่สูงมาก และเรื่องบางเรื่องถ้าคุณถามมันไม่ได้ตอบได้แค่หนึ่ง เพราะบางเรื่องต้องเล่ากันยาว ไม่ได้อยากบอกอะไรแค่หนึ่ง แล้วคนไปสรุปเอาเอง แต่ถ้าจะบอก อยากบอกว่าทำไมมันเป็นหนึ่ง ทำไมมันเป็นสอง ทำไมมันเป็นสาม คุณว่างพอขนาดนั้นหรอที่จะนั่งฟังเรา คุณจำเป็นต้องรู้ขนาดนั้นไหม บางทีเราว่ามันไม่จำเป็น สู้เอาเวลาอย่างนั้นไปถามนายกรัฐมนตรี หรือพวกนักการเมืองดีกว่าไหม





ความรักของขุนเขา ริมน้ำ

ทุกวันนี้อยากมีแฟนไหมไม่อยากมีนะ เมื่อก่อนใช้ชีวิตอยู่คนเดียวไม่ได้เลย ตอนออกมาใช้ชีวิตข้างนอกตั้งแต่ 17-18 เคยเอาแต่ร้องไห้ต้องตามเพื่อนมาอยู่ด้วย อยู่คนเดียวไม่ได้ แต่ทุกวันนี้เราเสพย์ติดการอยู่ลำพังมาก คนที่จะมาอยู่ด้วยก็คงจะอึดอัดอยู่กันลำบาก ถ้าเกิดจะมีแฟนจริง ๆ คงต้องต่างมีโลกส่วนตัว เราต้องมีที่อยู่ของเรา คุณมีที่อยู่ของคุณ แต่เรามี “โลกของเรา” ร่วมกัน คือใช้ชีวิตร่วมกันได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด มันต้องมีช่องว่างบ้าง นอกจากว่าเขาและเรามีเป้าหมายเดียวกัน ชีวิตเราโดยส่วนใหญ่คือ งาน งาน งาน และงาน เราไม่เคยหยุดทำงาน เวลาที่เราหยุดคือตอนที่เราหลับ ฉะนั้นคนที่อยากเข้ามาในชีวิต สงสัยต้องเข้ามาด้วยเรื่องของงาน แล้วเราก็ไม่ได้ต้องการใคร ทุกวันนี้มีความสุขดี
เมื่อก่อนเราเคยอยู่กับคนหนึ่งมาเป็นปีๆ แต่วันหนึ่งสิ่งตรงนั้นมันสูญสลายไป มันเหมือนเราเอาจิตวิญญาณไปผูกกับเท้าใครไว้ แล้วพอเขาก้าวออกไปก็ตายอยู่ตรงนั้น ต่อให้มีคนมากอดเราไว้กุมมือเราไว้ แต่เขาก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเขาไม่ใช่คนที่เดินจากไป มันทดแทนกันไม่ได้ เราเคยคบใครเพราะเราเหงา เราอยู่คนเดียวไม่ได้ คบใครเพราะเขารักเรา เพราะเรารู้ว่าความเจ็บ ความเสียใจ ความผิดหวังเป็นอย่างไร เราไม่อยากให้คนนั้นรู้สึกเหมือนที่เราเคยรู้สึก จนเราคบใครทีละหลายๆ คน เพราะเราไม่รู้ว่าคนแบบไหนที่เราต้องการ คบใครบางคน 7 ปี แล้วหลังจากที่รูปแบบความสัมพันธ์เปลี่ยนไป เราถึงรู้สึกว่าคนที่เราต้องการเป็นแบบไหน มันเหมือนเราเคยเจอคนที่ดีมากๆ คนที่เรารักมากๆ มาแล้ว มันก็เลยกลายเป็นว่าเราไม่แสวงหาแล้ว เพราะเราไม่รู้สึกขาด ซึ่งคนที่รักเราเขาก็ยังอยู่ เพียงแต่รูปแบบความสัมพันธ์เปลี่ยนไป หรือต่อให้เขาไม่อยู่ แต่สิ่งที่เขาเคยให้เรามาก็ยังอยู่ และตัวเรามีความสุขดีกับการอยู่คนเดียว


หลายคนมองว่าเป็นทอมบอย

ไม่เคยแบ่งเพศว่าเป็นแบบไหน เหมือนกับไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนบันเทิงหรือวรรณกรรม เราแค่คิดว่าเราเป็นเรา อยากจะทำอะไรก็ทำให้ดีที่สุด สิ่งที่เราต้องการคือความอ่อนโยน ความใส่ใจ ความละเอียดอ่อน ซึ่งมันมีอยู่ในเพศไหนล่ะ คุณกอดพ่อกับแม่สัมผัสก็ต่างกัน ถ้าคำว่าทอมบอยของคุณคือการทำตัวให้เหมือนผู้ชาย นั่นไม่ใช่เรา เปิ้นแค่เป็นเปิ้น และเราก็ไม่ได้อยากเกิดมาเป็นผู้ชาย เราแค่เป็นเปิ้น เพราะฉะนั้นอย่ามาแบ่งหมวดหมู่เรา แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่ารักแบบไหน เพศไหน จะมีคนเข้ามา จะยั่งยืนไม่ยั่งยืนไปกว่ากัน มันไม่มีหรอกชายกับหญิงจะยั่งยืนกว่า ความรักของเกย์จะไม่ยั่งยืน ความรักทอมดี้จะตบกันรุนแรง มันเป็นเรื่องของคนต่างหาก เป็นปัจเจกบุคคล ว่าคนไหนเป็นคนอย่างไร เมียหลวงเมียน้อยสาดน้ำกรดกันก็เยอะ สามีภรรยาแต่งกันไม่กี่เดือนจดทะเบียนหย่าก็เยอะแยะ มันขึ้นอยู่กับตัวคุณและคนรักของคุณมากกว่าว่าความรักจะยั่งยืนไหม พยายามเข้าใจกันแค่ไหนต่างหาก แต่ที่ทุกวันนี้อายุความรักมันสั้นลงก็เพราะความอดทนของคนเราน้อยลง มนุษย์ทุกวันนี้มีความรักให้กันน้อยลงเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอย่าเอาเปิ้นไปอยู่ในหมวดไหนเลย





ให้กำลังใจตัวเองอย่างไรยามที่ท้อแท้

คนบางคนมีความรักมาสิบครั้ง แต่ครั้งที่ 11 ก็ยังอยู่กับมันได้ไม่ดีนัก คนบางคนผ่านความรักมา 3 ครั้ง แต่ครั้งที่ 4 กลับอยู่กับมันได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณเจออะไรมาแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณคิดและเรียนรู้อะไรได้แค่ไหนกับสิ่งที่คุณเจอ ไม่ใช่แค่เรื่องความรักนะ เรื่องเรียน เรื่องการทำงาน เรื่องเพื่อน คุณเรียนรู้หรือเปล่า ถ้าคุณเจอแล้วไม่รู้จักเรียนรู้ การลุกหรือการเดินครั้งต่อไปของคุณมันก็เหมือนเดิม คุณล้มได้ แต่คุณต้องเรียนรู้อะไรบางอย่างจากสิ่งนั้นด้วย


แฟนคลับของขุนเขา ริมน้ำ

อย่าไปเรียกคนอ่านหนังสือว่าแฟนคลับเลยมันดูห่างเหิน แต่ก็มีอยู่แล้วคนที่ติดตามผลงานของเรา คือ ถ้าเราลงบทสัมภาษณ์ หรือออกผลงานเล่มใหม่ เขาก็จะติดตามซื้อ เรียกว่าเป็นกำลังใจให้กัน และเราจะดูผลตอบรับตลอดเวลาก็จะเห็นคนเอาหนังสือเราไปเป็นหมวดหนังสือโปรดลงแนะนำในเว็บในไดอารี่ต่าง ๆ สิ่งที่อยากฝากถึงคนอ่าน คือถ้าคุณเอางานเขียนหรืออะไรก็ตามที่มีลิขสิทธิ์ รบกวนช่วยลงเครดิตให้คนเขียนนิดหนึ่ง หรือชื่อหนังสือหรืออะไรก็ได้ เพราะมันเหมือนเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นะ บางคนบอกไปก็โกรธ แต่บางทีมันเป็นเรื่องซีเรียสนะสำหรับเจ้าของงาน


วางแผนจะทำอะไรต่อไป

ถ้าถามว่าสิ่งต่อไปอยากทำอะไร ตอบได้ว่าตอนนี้พร้อมที่จะตายแล้ว ถ้าต้องตายพรุ่งนี้ก็ไม่เสียใจ เพราะได้เป็นคนอย่างที่อยากจะเป็น ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ หมายความว่าทำดีที่สุด ณ ปัจจัยที่มี ณ ช่วงเวลานั้นๆ ที่ผ่านมาแล้ว ฉะนั้นถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีสิ่งที่อยากทำอยู่เรื่อยๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับโอกาสที่มันจะมาถึง ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่จะมาประกอบด้วย ฉะนั้นอยากจะทำอะไรต่อเรามีเยอะ แต่ไม่อยากมานั่งพูดๆ แต่อย่างหนึ่งที่สนใจก็คืออสังหาริมทรัพย์ และก็ที่ปรึกษาบริษัท มันเหมือนกับสิ่งที่เราทำงานที่ผ่านมาเราต้องชัดเจนไงว่าเราทำอันนี้เพื่ออะไร เราทำงานพ็อกเกจบุ๊คเพื่อสนองความต้องการของตนเอง ทำเพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งได้รับรู้ แต่พอทำงานกับสาธารณะมันก็ต้องเป็นอีกอย่าง คือถ้าคอนเซ็ปต์ชัด เป้าหมายมันก็จะชัด นั่นหมายถึงว่าผลตอบแทนอะไรออกมา มันจะประเมินออกมาจากสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะขายใคร งานที่เคยทำผ่านมาใช้ศาสตร์ทั้งการบริหาร การจัดการ จิตวิทยา การขาย การประชาสัมพันธ์ คือครอบคลุมหมด เพราะฉะนั้นเวลาใครมาถามอะไรเรา เรามีคำตอบให้เขาได้ คิดว่าน่าจะเป็นไปได้





อะไรคือกุญแจแห่งความสำเร็จ

โอกาสทางสังคม และหน้าที่การงานปูทางมาได้ขนาดนี้ เพราะความรักดี มันเป็นสิ่งสำคัญนะ อย่างเรื่องความรักคุณทำตัวแบบไหนคุณจะได้ความรักแบบนั้น คุณอยากได้คนมีสาระทำการทำงานมาเป็นคู่ชีวิต แต่คุณเที่ยวทุกวันคุณจะได้ได้ไงล่ะ คุณอยากได้คนรักเดียวใจเดียวแต่คุณไปยุ่งกับลูกเมียคนอื่นคุณจะได้ได้ไง ฉะนั้นเราจะบอกว่าเราไม่ใช่คนดี แต่เราพยายามจะเป็นคนดี นั่นคือจุดที่ทำให้เปิ้นเป็นเปิ้นในแบบทุกวันนี้ เหมือนกันทุกวันนี้เราพ้นภาวะของการอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น ไม่ได้ทำงานเพื่อให้ใครยอมรับ เพราะเรายอมรับตัวเองมากพอแล้ว คุณอาจจะมองเราไม่เจ๋ง แต่เรารู้ว่าเราเป็นคนแบบไหน ชีวิตเราไม่ใช่ไม่มีทางเลือก แต่เราเลือกที่จะเป็น ถ้าถามว่าเคล็ดลับความลับความสำเร็จมันอยู่ตรงไหนมันขึ้นอยู่กับคน แต่ถ้าถามเปิ้น เปิ้นคิดว่าคือความรักดี และความตั้งใจ คือเวลาทำอะไรเราไม่เคยถามตัวเองว่าทำได้ไม่ได้ แต่เราจะทำเต็มที่เท่าที่เราทำได้ ณ ตอนนั้นไปก่อน ซึ่งบางทีความสำเร็จมันไม่ได้อยู่ที่เราเท่านั้น เหมือนถ้าคุณจะทำธุรกิจสักอย่าง แต่สายป่านคุณไม่ยาวพอ มันก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คนอื่นสำเร็จก็ได้ แต่ถามว่าเปิ้นสำเร็จหรือยัง เราไม่ได้วัดกับคนอื่น เราต้องเทียบกับสิ่งที่เรามีสิ่งที่เราเป็น เรามาแบบเด็กกะโปโลคนหนึ่ง แต่เราก็ทำอะไรได้มากมาย เราก็รู้สึกพอใจแล้ว ความสำเร็จต้องมาพร้อมกับความชัดเจนในตัวเองด้วย คนเราบางทีสื่อสารกับตัวเองน้อย ทำให้ไม่ชัดเจนในตัวเอง คนเราพอมีเป้าหมายจะทำอะไรมันก็ดี ทุกวันนี้คนทำอะไรแล้วไม่ดี ทำงานแล้วไม่มีความสุขก็เป็นเพราะว่าคุณไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ความต้องการในชีวิต เป้าหมายในชีวิตมันคืออะไร เหมือนกับเราขับรถแต่ไม่มีจุดหมายมันก็วนไปวนมาอ้อมไปอ้อมมา แล้วก็มาหงุดหงิดรถติด แต่ถ้าวันนี้เรารู้ว่าเราจะไปไหนเราก็วางแผนการเดินทางไปสิ ทุกอย่างมันจะง่ายและเร็วขึ้นถ้าคุณมีเป้าหมาย สมการชีวิตอย่างง่ายก็คือ ถามตนเอง หาตนเอง ค้นคว้า เรียนรู้ และลงมือทำ ด้วยความเชื่อบวกความประมาณตน



ที่มา : นิตยสาร U Life ฉบับเดือนมิถุนายน 2551