นับเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการของนักคิด นักเขียนนาม ขุนเขา ริมน้ำ ที่มักมีกิจกรรมหรือความเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ หากแต่ครั้งนี้คงต้องนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการหนังสือและดนตรี กับการนำงานเขียนในหนังสืออุ่นรัก อุ่นเหงา ผลงานเล่มที่ 3 ใส่ทำนองจนเป็นบทเพลงที่ไพเราะ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2551 เวลา 13.00-14.00 น. ในการแสดงดนตรีและเสวนาเรื่อง "การผสมผสานศิลปะ กับหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค" และวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2551 เวลา 13.00-14.00 น. ในการแสดงดนตรีและเสวนาเรื่อง "ดนตรี วรรณกรรม กับสื่ออินเตอร์เนต" ณ อาคารดั๊บเบิ้ล เอ บุ๊ค ทาวเวอร์ ซึ่งในงานดังกล่าวนอกจากวิทยากรอย่าง ขุนเขา ริมน้ำ (เปิ้น ปริญญา ธรรมโรจน์พินิจ) นักคิด นักเขียน และเจ้าของสำนักพิมพ์อิราโต้ พับลิชชิ่ง และคุณพัชรินทร์ ช่อมะลิ (แซก) ศิลปินอิสระ นักแซกโซโฟนหญิงแล้ว ยังมีวิทยากรรับเชิญ ซึ่งในวันเสาร์นั้นคือ คุณสุนิสา ปัญจมะวัต (แนน) ศิลปิน พิธีกรรายการโทรทัศน์ สื่อมวลชน ส่วนวันอาทิตย์คือ คุณรัตน์สุดา น่าบูรณะ BRAND MANAGER บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)
งานในวันเสาร์ เริ่มขึ้นด้วยการเสวนาซึ่ง คุณสุนิสา ปัญจมะวัต ได้กล่าวว่า “หนังสือที่มีภาพ มีรูปประกอบ จะทำให้เราสามารถคิดต่อได้ หลังจากอ่านเสร็จแล้ว และประโยชน์ของการมีซีดีประกอบหนังสือ ทำให้สามารถรับสารได้ง่ายขึ้น เข้าใจได้ง่ายขึ้น” คุณพัชรินทร์ ช่อมะลิ “ศิลปะทุกอย่างมันเกี่ยวกันหมด เชื่อมโยงกันหมด ในด้านดนตรีไม่ใช่แค่เพียงภาษา ตัวอักษร แต่ว่ารวมไปทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ด้วย เช่น คณิตศาสตร์ พิธากอรัส คำนวณ เรื่องคณิตศาสตร์ มันจะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการกำเนิดของเสียง การสั่นสะเทือนของเสียง เพราะฉะนั้นศิลปะทุกอย่างเกี่ยวข้อง เกี่ยวโยงเชื่อมกันหมดทุกจุด” ส่วนขุนเขา ริมน้ำ นั้นได้แสดงความเห็น “การผลิตงานศิลปะนั้นต่างเกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงกันเสมอ อย่างการทำหนังสือของตัวเองก็ใช้ทั้งศิลปะภาพวาด ภาพถ่าย และภาษาต่างประเทศเพื่อมาช่วยในการขยายความ หรือตีความของคนอ่าน ซึ่งเราต้องยอมรับว่านอกเหนือจากเนื้อหาที่โดนใจคนอ่านแล้ว ศิลปะในการจัดวางรูปเล่มเป็นส่วนสำคัญในการทำให้หนังสือน่าอ่านมากยิ่งขึ้นด้วย”
ส่วนในวันอาทิตย์นั้น คุณรัตน์สุดา น่าบูรณะ แสดงความคิดเห็นว่า “อินเตอร์เนทในด้านดนตรี มีทั้งด้านดีและเสีย ซึ่งด้านดีอาจเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้น้อง ๆ เป็นเจ้าของค่ายเพลงเองได้ ข้อเสียก็อาจโดนละเมิดลิขสิทธิ์ได้ในกรณีใช้อินเตอร์เนตในการเผยแพร่งาน ซึ่งสื่ออินเตอร์เนตมีผลดีต่อธุรกิจดนตรีเช่นกัน เพราะทำให้เราเกิดช่องทางใหม่ ๆ ในการทำธุรกิจต่าง ๆ เพราะปัจจุบันเราจะหวังรายได้ที่เกิดจากการจำหน่ายซีดีอย่างเดียวคงไม่ได้” คุณพัชรินทร์ ช่อมะลิ “อินเตอร์เนตถ้าเราตามมันทัน และสามารถใช้มันได้ถูก เราจะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ซึ่งเราอาจทำเพลงของเราให้เสร็จจากคอมพิวเตอร์ จากบ้านของเรา ในห้องนอนของเรา โดยไม่ต้องพึ่งจากค่ายใหญ่ เราก็สามารถพรีเซนต์งาน เสนอผลงานเราได้” และขุนเขา ริมน้ำ “โดยส่วนตัวเคยใช้สื่ออินเตอร์เนตเป็นเหมือนแม่สื่อกับงานเขียน คือ ถ้าอยากอัพบล็อกก็ต้องเขียนงาน และปัจจุบันใช้เป็นเหมือนแหล่งพบปะกับคนอ่านหนังสือของเราทั้งที่เคยอ่านแล้ว และกลุ่มคนอ่านใหม่ ๆ หากแต่ข้อควรระวังก็มี เพราะบางครั้งคนที่อ่านงานแล้วชื่นชอบ เขาจะคัดลอกงานเขียนไปไว้ในบล็อก ใน Hi 5 แต่บางครั้งเขาไม่ได้ใส่เครดิตชื่อนักเขียน หรือหนังสือให้ชัดเจน ฉะนั้นคนที่มาอ่านต่อแล้วชอบ อาจนำไปใช้ต่อ ซึ่งเกิดการละเมิดลิขลิทธิ์ขึ้นได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องดีของนักเขียนหรือคนผลิตงานศิลปะที่มีคนอ่านแล้วชอบ แล้วนำไปเผยแพร่ แต่เรื่องการใส่เครดิตก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย”
นอกจากการเสวนาที่มีเนื้อหาน่าสนใจแล้ว ยังมีความพิเศษที่มีการนำการนำศิลปะทางตัวอักษรจากหนังสืออุ่นรัก อุ่นเหงา ของขุนเขา ริมน้ำ มาผสมผสานกับศิลปะทางดนตรีจนกลายเป็นบทเพลงที่ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงาน โดยที่การแสดงดนตรีในวันเสาร์นั้นได้ สุนิสา ปัญจมะวัต เป็นผู้ขับร้องเพลงกำแพง บทเพลงซึ่งมาจากงานเขียนชื่อ กำแพงใจ ส่วนเพลงสสาร นั้นเป็นบทเพลงที่มาจากงานเขียนชื่อเดียวกัน คุณพัชรินทร์ ช่อมะลิ เป็นผู้ขับร้อง ซึ่งการแสดงดนตรีในวันอาทิตย์นั้น คุณพัชรินทร์ ช่อมะลิ เป็นผู้ขับร้องทั้ง 2 เพลงดังกล่าวพร้อมกับขับกล่อมผู้ร่วมงานด้วยเสียงแซกโซโฟนที่บาดอารมณ์
งานดังกล่าวว่าเป็นอีกปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าสนใจของวงการหนังสือและวงการดนตรี เพราะนับเป็นครั้งแรกที่งานเขียนจากหนังสือพ็อกเกตบุ๊คได้เดินทางไปสู่บทเพลง และไม่น่าเชื่อเพียงแค่การแสดง 2 ครั้งในงานครั้งนี้ บทเพลงทั้ง 2 เพลงกลับได้รับความชื่นชอบและเป็นที่นิยมของผู้ร่วมงานตลอดทั้ง 2 วัน โดยเฉพาะเพลงสสาร นั้นได้รับการตอบรับและร่วมขับร้องจากผู้ร่วมงานเป็นอย่างดี (หนังสืออุ่นรัก อุ่นเหงา หาซื้อได้ที่ B2S ทุกสาขา และดั๊บเบิ้ล เอ บุ๊ค ทาวเวอร์ )
ขุนเขา ริมน้ำ
นักคิด นักสังเกตการณ์ชีวิต
ขุนเขา ริมน้ำ ให้คำจำกัดความตัวเองว่า เป็นนักคิดและนักสังเกตการณ์ชีวิต เธอไม่เคยบอกใคร ๆ ว่าตัวเองเป็นนักเขียน หากเป็นเพียงคนเขียนหนังสือซึ่งทำหนังสือด้วยตัวเอง ผลงานที่ผ่านมาคือ ตราบโลกนี้ยังหมุนรอบตัว, มุมมองชีวิต, อุ่นรัก อุ่นเหงา, (มุม)มองรัก และ ล่าสุดคือ ร้อยมุมมอง
"10 ปีแล้วค่ะ ที่ฝันอยากจะเขียนหนังสือ ช่วงที่ผ่านมามีคนอยากให้ทำพ๊อกเกตบุ๊คเหมือนกัน แต่เราไม่เลือกทำ เพราะเขาอยากให้เขียนอะไรที่หวือหวา แนวขายตลาด อยากให้เขียนเรื่องบันเทิง ดารา แฉ เรื่องเซ็กซ์ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ ไม่อยากเขียน เราอยากสื่อสารวิธีการอยู่บนโลกใบนี้มากกว่า"
ขุนเขา ริมน้ำ หรือ คุณเปิ้น ปริญญา ธรรมโรจน์พินิจ เคยทำงานอิสระในแวดวงบันเทิง มาร่วม 10 ปี จากนั้นก็มาเปิดบริษัท ชื่อ อิราโต้ แมเนจเม้นท์ ช่วงที่ทำงานในรูปแบบบริษัทนั่นเองที่ทำให้เธอนึกถึงสิ่งที่ตัวเองรัก และอยากจะอยู่ด้วย
"ตอนปี '47 รู้สึกเฟลกับวงการบันเทิง ก็ไปเปิดบริษัทเอง ไม่ยุ่งเลยกับวงการ แต่ด้วยความที่ชีวิตไม่เคยทำงานประจำมาก่อน แล้วอยู่ ๆ มาทำ อื้อหือ...ยาก คือหนึ่งต้องมาดูระบบเอกสาร ประกันสังคม การรับสมัครพนักงาน การหาลูกค้า ทุกอย่างมันหนักมาก เปิ้นเข้าโรงพยาบาลไป 3 รอบ ช่วงนั้นมานั่งนึกถึงสิ่งที่เรารักที่เราอยากจะอยู่ด้วยในบั้นปลาย นั่นก็คือการเขียน เลยมานั่งเขียน เขียน 3 เดือนไม่เจอใคร นั่งอยู่หน้าคอม มันพรั่งพรูออกมาเอง จนมาเป็นงานเขียนเล่มแรก ตราบโลกนี้ยังหมุนรอบตัว ซึ่งพองานออกมา ก็มีคนบางคนบอกว่าภาษาง่าย ก็อยากบอกว่า เปิ้นไม่ได้ทำตัวเป็นนักเขียน ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนบันเทิง หรือเป็นคนวรรณกรรม แต่เป็นตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำให้ดีที่สุด ฉะนั้นสิ่งที่เขียนคือ สิ่งที่เปิ้นรู้สึกกับสิ่งที่คิด ไม่ได้อยากเขียนให้สวย ไม่ได้อยากเขียนให้คนปีนบันไดอ่าน แต่เขียนสิ่งที่ตัวเองคิด"
นอกจากเขียนเองแล้ว เธอยังทำสำนักพิมพ์เองด้วย แม้จะเป็นเรื่องยาก และเสี่ยงไม่น้อย แต่เธอก็ทำ
"ชีวิตเปิ้นมีสิ่งใหม่อยู่เรื่อย ๆ เราทำงานอีเว้นท์ งานทีวี นิตยสารก็เคยทำ ทุกอย่างไม่เคยทำทั้งนั้น แต่เรียนรู้ได้ การทำหนังสือก็เหมือนกัน คราวนี้มันแปลกตรงที่ว่าเราลงเงินเอง แต่เป็นสิ่งที่เรารัก เมื่อก่อนเราทำงานเหมือนจับเสือมือเปล่าตลอด คือ ทำงานไปเดี๋ยวได้เงิน รับเป็นจ๊อบ ๆ ไป หรือทำแมกกาซีนก็มีคนลงเงิน แต่นี่ลงเงินเอง แล้วต้องบอกว่ามันเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่ได้กลับมาทีเป็นเบี้ยหัวแตก แล้วก็นานมากกว่าจะได้ แต่มีความสุขไหม? มีความสุข เพราะเป็นสิ่งที่เราเลือก และเป็นสิ่งที่เรารักจะทำ ส่วนเรื่องความเสี่ยงเปิ้นว่าทุกอย่างใช้คำว่า ประมาณการณ์ หรือ คาดคะเน ทุกอย่างคือความเสี่ยง แต่เสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ไม่ว่าจะทำหนัง ทำนิตยสาร ถามว่า เปิ้นทำหนังสือมา คิดไหมว่าจะรวยจากหนังสือสไตล์นี้ เปิ้นมองว่าอยากทำสิ่งที่อยากทำจริง ๆ
แต่สิ่งที่เราทำมันเป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกหลาย ๆ คนที่มีฝัน เปิ้นรู้สึกดีมากนะที่มีใครสักคนบอกว่า เราเป็นแรงบันดาลใจให้เขาลงมือในการทำอะไร เปิ้นว่าหลาย ๆ คนมีฝัน แต่หลาย ๆ คนคิดว่าตัวเองไม่พร้อม ตัวเองไม่กล้า ตัวเองทำไม่ได้ คือเปิ้นไม่เคยถามตัวเองน่ะว่า ตัวเองทำได้ ไม่ได้ มีคนอ่านบทสัมภาษณ์เปิ้นเขาบอกว่า ขอบคุณที่หาสมการในการค้นหาตัวเองแบบง่ายให้เขา คือถามตัวเอง ค้นหาตัวเอง จนเจอความชอบ ค้นคว้า เรียนรู้ และลงมือทำ แล้วก็ผสมกับความเชื่อบวกความกล้าแบบประมาณตน"
ขุนเขา ริมน้ำ ให้คำจำกัดความตัวเองว่าเป็น คนชอบคิด นักสังเกตการณ์ชีวิต งานเขียนสไตล์ขุนเขา ริมน้ำ จึงเหมาะสำหรับคนที่ชอบคิด ค้นหาตัวเอง คนที่หาคำตอบของการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้อย่างมีความสุขในแบบของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่คนเขียนเขียน เพราะพื้นฐานในชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน คำตอบในชีวิตเราย่อมแตกต่างกัน
"เป้าหมายจริง ๆ ของการเขียน คืออยากสื่อสารในสิ่งที่เราคิด อยากให้คนอ่านมีความสุข ในแบบที่เขาเป็น โอเค......คนร้อยคนอาจจะมีคนเห็นด้วยกับเปิ้นมาอ่านสักหนึ่งคน เราว่านั่นคือความสำเร็จแล้วน่ะ ถ้าหนึ่งคนนั้นโดน! เราเล่น Hi5 เล่น space เจอคนเอาหนังสือเราไปเป็น Favourite Book นั่นแฮปปี้แล้วหล่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบคนร้อยคนชอบหนังสือเรา ก็เหมือนก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่งที่มีนิตยสารแนะนำให้ไปกิน อาจมี 50 คนบอก คุณแนะนำอะไรน่ะ รสชาติไม่ได้เรื่อง แต่อีก 50 คนบอกว่าอร่อยมาก"
การถ่อมตน ไม่ใช่การกดตัวเองให้ต่ำ , ชีวิตคนเรา มีสองสิ่งที่หายากที่สุด คือจุดเริ่มต้น และจุดจบ, ยิ่งเดินทางมากเท่าไหร่ ยิ่งเข้าใจชีวิตอันหลากหลาย , เพื่อนที่ดี และไม่เคยห่างจากกันคือ......เงาของเราเอง , อย่ากลัวที่จะจัดการกับฝัน แต่จงกลัวที่จะไม่ออกเดินหาฝัน ฯลฯ คือบางตัวอย่างในงานเขียนของขุนเขา ริมน้ำ ที่ร้อยเรียงความหมายผ่านตัวอักษร และภาพถ่าย ซึ่งหลายคนบอกว่า ชอบวิธีการทำหนังสือแบบนี้ของเธอ คนเขียน..เขียนสั้น ๆ แต่คนอ่าน .. ได้คิดต่ออีกยาว
"ก่อนหน้านี้เปิ้นจะเล่น Bloggang เยอะ ชอบไปอ่านบล๊อคคนอื่น หรือคนอื่นมาอ่านบล๊อคเรา แล้วเขียนตอบเขา บางทีคำตอบของเรานี่แหละ ที่เป็นที่มาของถ้อยคำในหนังสือ เราก็เออเนอะ บางประโยคที่เขียนมันใช้ได้ ก็เก็บไว้ แล้วเราค่อยมาเรียบเรียงอีกที เช่น เปิ้นเคยไปอ่านบล๊อคหนึ่ง เขาพูดถึงการเดินทางว่าอยากเดินทางไปที่ที่หนึ่งตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้ไปสักที เพราะมีเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีสิ่งที่ทำให้ไม่ได้ออกเดินทาง มันมีจุดอะไรให้เราไปคิดต่อ เลยทำให้เกิดบทหนึ่งในหนังสือร้อยมุมมองว่า "การเดินทางจะเริ่มต้น ถ้าเรายอมสลัดบางสิ่ง" หรือบางทีนั่งอยู่ริมถนนก็เขียนงานได้ วันหนึ่งรอรถแล้วมองขึ้นไปเห็นต้นไม้ ข้างเสาไฟฟ้า รถวิ่งเต็มเลยนะถนนรัชดา ซึ่งไม่ได้มีอารมณ์ละมุนเลย แต่เราดันคิดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า "หัวใจขาดรัก ก็เหมือนต้นไม้ไร้ใบ" พอคิดอะไรจะเขียนเก็บไว้ พอวันหนึ่งจะรวมเล่ม มีคอนเซ็ปต์ขึ้นมา เราถึงไปดูต้นฉบับทั้งหมดจับรวมเป็นก้อน Rewrite อีกทีหนึ่ง แล้วถึงดูรูปดูภาพประกอบให้เข้ากับสิ่งที่เขียน
มีคำถามเหมือนกันว่า สิ่งที่เปิ้นเขียนในหนังสือนั้น เปิ้นทำได้หรือเปล่า ต้องบอกว่า ช่างตัดเสื้อก็ไม่ได้ใส่เสื้อที่ตัวเองตัดแล้วเหมาะ บางอย่างเราก็ทำได้ ทำไม่ได้ บางอย่างต้องใช้เวลา อย่างบทที่บอกว่า "กำลังใจเริ่มจากตนเอง และมีคนอื่นเป็นกองกำลังเสริม" ถามว่าทำได้ไหม? "ได้" เมื่อก่อนอยู่คนเดียวไม่ได้เลย สมัยออกมาอยู่ข้างนอกแรก ๆ อยู่คนเดียวร้องไห้ ๆ ต้องโทร.ตามเพื่อนมาอยู่ด้วย ทุกวันนี้กลายเป็นเสพติดการอยู่ลำพัง เราค่อย ๆ ที่จะเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว 5% 10 % 20 % แต่ในบางอารมณ์แม้เราจะยืนด้วยตนเองอยู่ลำพัง บางทีเหนื่อยมาก ๆ เราก็อยากให้คนอื่นรับฟัง มีการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นด้วย"
หนังสือเล่มล่าสุด ร้อยมุมมอง ของขุนเขา ริมน้ำ หน้าปกเป็นภาพพระยืนอยู่ที่ทะเล หลายคนเห็นหน้าปกนี้ จึงตั้งคำถามว่า จัดอยู่ในหมวดหมู่ธรรมะหรือเปล่า
"มีคนถามเยอะว่า ทำไมปกเป็นรูปพระ? เปิ้นก็ถามว่าทำไมเล่มมุมมองชีวิต คุณไม่ถามว่า ทำไมเป็นผู้ชายเสื้อแดง ทำไมเล่ม (มุม) มองรัก คุณไม่ถามว่า ทำไมเป็นคนสองคน แต่เมื่อหน้าปกเป็นพระต้องถาม ซึ่งคำตอบของเปิ้นคือ พระท่านก็คือคนคนหนึ่ง จีวรที่ท่านใส่เป็นยูนิฟอร์มหนึ่ง ก็เหมือนพยาบาล เหมือนเซลล์แมน เหมือนหมอ เหมือนยาม เพียงแต่ท่านเป็นพระ แต่พอเป็นยูนิฟอร์มของความเป็นพระ ทุกคนก็จะรู้สึกว่าต้องเป็นอีกประเภทหนึ่ง อีกฐานันดรหนึ่ง คอนเซ็ปต์ของเล่มนี้ คือ เรียงร้อยมุมมอง เพื่อเท่าทันโลก พอเป็นความเท่าทันโลก การเรียนรู้โลก การปล่อยวาง คนจะนึกถึงธรรมะ พอเป็นธรรมะคนจะนึกถึงพระ กับอีกอย่างหนึ่งแฝงไว้ ซึ่งในเล่มจะมีก็คือ ความเป็นตัวของตัวเอง เปิ้นมองว่าบางทีคนเราไปนิยามตีกรอบความเป็นตัวเอง แล้วก็จะบอกว่า ฉันไม่ควรทำอย่างนี้ ฉันไม่ควรเป็นอย่างนี้ จริง ๆ พวกเราทุกคนว่างเปล่า แต่เราเองที่ไปนิยามตีกรอบความเป็นตัวเองขึ้นมา ว่าฉันต้องเป็นแบบนี้ ฉันจะไม่ทำอย่างนี้ ฉันจะต้องแต่งตัวแบบนี้ ก็เหมือนกัน ถามว่าเป็นพระแล้วไม่ได้อยู่ที่โบสถ์ มาอยู่ริมทะเลผิดไหม .. ก็ไม่ผิด"
คนเขียนหนังสือคนนี้บอกว่า ทุกคนสามารถเขียนหนังสือได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักคิด นักสังเกตการณ์ชีวิตอย่างเธอ แต่อยู่ที่ความกล้าที่จะลงมือทำหรือเปล่าเท่านั้นเอง
"การเขียนหนังสือไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างเปิ้น หรือใคร ๆ หรอกค่ะ คนบางคนอย่างอาจารย์อ้อ-กฤษติกา คงสมพงษ์ ก็เขียนหนังสือ แต่อาจารย์อ้อเขียนเรื่องวิชาการเรื่องการตลาด บางคนก็เป็นนักเขียน แต่เขียนเรื่องประสบการณ์ชีวิตในวิชาชีพของตัวเอง บางคนก็เป็นนักเขียนเพราะตัวเองอยากเป็นนางเอก ก็เขียนนิยายขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องเป็นนักสังเกตการณ์ชีวิตก็เป็นนักเขียนได้ เปิ้นเขียนเรื่อง "คิด" เพราะว่าชอบคิดกับตัวเอง ชอบตั้งคำถามกับตัวเอง ชอบมองชีวิตผู้คน เปิ้นว่าใครก็เขียนได้เมื่อลงมือเขียน เพราะไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดในการเขียน ไม่อย่างนั้นเราคงไม่มีงานเขียนใหม่ ๆ เชิงทดลองขึ้นมา ส่วนการจะตัดสินว่างานเขียนแบบไหนเป็นงานเขียนที่ดีที่สุด ในความเห็นตัวเองคืองานที่โดนใจคนอ่าน ถ้าโดนสักประโยคหนึ่งแล้วเข้าไปเปลี่ยนชีวิต ความคิดอะไรบางอย่างได้ ถือว่าประสบความสำเร็จ เปิ้นว่างานอะไรก็ตาม เพลงที่เพราะที่สุด หนังที่ดีที่สุด ภาพวาดที่ดีที่สุด หนังสือที่ดีที่สุด ก็แค่ตอบตัวเองให้ได้ว่า เล่มไหนที่คุณชอบล่ะ นั่นก็ดีที่สุดสำหรับคุณ"
ที่มา : นิตยสารขวัญเรือน ฉบับปักษ์แรก พฤษภาคม 2551
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2551 สำนักพิมพ์อิราโต้ พับลิชชิ่ง ได้จัดการแสดงดนตรีและเสวนา “สื่อสำหรับเด็กและเยาวชน” ภายในงานเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 6 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งภายในงานนอกจากการเสวนาแล้ว ยังมีการแสดงดนตรีซึ่งมีที่มาจากงานเขียนในหนังสือตราบโลกนี้ยังหมุนรอบตัว ของขุนเขา ริมน้ำ อีกด้วย
ขุนเขา ริมน้ำ (เปิ้น ปริญญา ธรรมโรจน์พินิจ) นักคิด นักเขียน กล่าวว่า ปัจจุบันเราจำกัดการรับรู้ของเด็กได้น้อยกว่าเมื่อก่อน เนื่องจากสื่อ และช่องทางในการนำเสนอของสื่อที่มีมากขึ้น เพราะเพียงแค่เด็กอยู่ในที่ส่วนตัว เขาก็สามารถรับสื่อได้มากมายจากคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ซึ่งเป็นการยากที่ผู้ใหญ่จะดูแล หรือคัดเลือกการรับสื่ออย่างใกล้ชิดเช่นอดีต ฉะนั้นผู้ใหญ่จึงควรปรับตัวให้ทันกับสื่อในปัจจุบัน เพื่อจะเข้าใจเด็ก และอธิบายความเป็นไป ความเข้าใจโลกให้กับเขา และสื่อเองก็ควรมีจิตสำนึก ระมัดระวังในการสื่อสารด้วยเช่นกัน เพราะสื่อที่ทำขึ้นมาเพื่อสื่อสารกับผู้ใหญ่ บางครั้งเด็กและเยาวชนก็เป็นหนึ่งในผู้รับสารเหล่านั้นด้วย การสื่อสารกับเด็กและเยาวชนนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต่างจากผู้ใหญ่ซึ่งมีวิจารณญาณ และผ่านโลกมามากพอ ส่วนเด็กนั้นจะยังไม่ชัดเจนและเท่าทัน ฉะนั้นบางเรื่องที่เราจำกัดการรับรู้ไม่ได้ เราก็ควรอธิบายกับเขาให้ชัดเจน เช่น เรื่องเซ็กส์ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติในการดำรงเผ่าพันธุ์ เราควรอธิบายเพิ่มเติมว่า ควรมีเมื่อถึงวัยอันเหมาะสมด้วย ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นการสนับสนุนให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร
ขุนเขา ริมน้ำ กล่าวต่อว่า อยากให้มีกิจกรรมที่ส่งเสริมสื่อสำหรับเด็กมากยิ่งขึ้น เพราะเราจะเห็นได้ว่าชาติที่พัฒนาแล้ว ต่างให้ความสำคัญกับเด็ก หรือชาติที่กำลังพัฒนาอย่างเวียดนาม เขาก็ให้ความสำคัญกับการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนเป็นอันดับต้น ๆ ถึงขั้นมีเป้าหมายจะสร้างมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐานและติดอันดับโลก ซึ่งการที่เราติดอาวุธทางปัญญาให้กับเด็ก เท่ากับเราปูพื้นฐานให้ประเทศในทุก ๆ ด้าน เพราะเด็กแต่ละคนเมื่อโตขึ้นจะประกอบอาชีพตามความถนัดของตนเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป และการส่งเสริมจินตนาการ กระตุ้นความคิดของเด็ก ย่อมดีกว่าการตีกรอบทางความคิด ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดการประดิษฐ์ หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นในสังคม
อิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์ นักเขียนการ์ตูนอิสระ กล่าวว่า สื่อปัจจุบันเปิดกว้างขึ้น ไม่ได้จำกัดการสื่อสารแค่กลุ่มเป้าหมายใด สิ่งสำคัญผมว่าอยู่ที่เนื้อหาที่เราจะสื่อสารมากกว่า อย่างการ์ตูนก็เป็นเพียงช่องทางในการสื่อสารเท่านั้น ส่วนหลักการทำงานนั้นคงขึ้นอยู่กับจริยธรรมของนักเขียนแต่ละท่านว่าต้องการใส่ความคิดหรือสื่ออะไร และสื่อปัจจุบันเหมือนเหรียญสองด้าน การที่สื่อกว้างขึ้น เด็กรับสื่อได้มากขึ้น เพราะบางเรื่องถ้าเราไปกดทับมากกลับยิ่งทำให้เด็กอยากรู้อยากลองมากขึ้น การที่ผู้ใหญ่ไปปิดบางเรื่องเหมือนกับไม่มีเรื่องพวกนี้ แล้วเด็กแอบเรียนรู้เอง ผมมองว่าจะเป็นเรื่องอันตรายมากกว่า ส่วนการที่เด็กได้อ่านหนังสือเยอะ มีประสบการณ์เยอะขึ้น พอถึงจุด ๆ หนึ่งจะทำให้เขาอยากถ่ายทอดความคิดออกมา และโดยส่วนตัวอยากให้ทางรัฐสนับสนุนสื่อสำหรับเด็กมากขึ้น เหมือนต่างประเทศ เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตซึ่งจะทำให้ราคาหนังสือลดลง และส่งเสริมการอ่านของเด็กให้มากขึ้นด้วย
เกศรี กิจวิริยภากรณ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร U Life กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กกล้าแสดงความคิดเห็น และนำเสนอความเป็นตัวเองมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทั้งในรูปแบบการวาดภาพ หนังสือ หรือหนังสั้น เป็นต้น ส่วนสื่อเองก็เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งทำให้สื่อมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ไม่น่าเบื่อหน่าย และการที่เด็กได้แสดงความคิด ก็เหมือนการได้พัฒนาไม่หยุดนิ่ง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างหนึ่งในการใช้สื่อปัจจุบันของเด็ก คือ การติดภาษาอินเตอร์เนตนำมาใช้เป็นภาษาเขียนหรือพูด ซึ่งผิดเพี้ยนจากรูปแบบของการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง และแตกต่างจากเมื่อก่อนที่มีการแยกภาษาพูด ภาษาเขียนกันชัดเจน จึงนับว่าเป็นเรื่องอันตรายต่อการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง
ในช่วงท้ายของงานหลังจากสิ้นสุดในส่วนของการเสวนา เป็นการแสดงดนตรีโดย พัชรินทร์ ช่อมะลิ ศิลปินอิสระ นักแซกโซโฟนหญิง กับเพลง “คำสั่งสอนกับความเป็นจริง” และ “ก้าวที่กล้าของคนมีฝัน” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสื่อตัวอักษรจากงานเขียนในหนังสือตราบโลกนี้ยังหมุนรอบตัว ของขุนเขา ริมน้ำ กับสื่อดนตรีเพื่อให้การสื่อสารเนื้อหาทางความคิดนั้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กและเยาวชนมากยิ่งขึ้น